36

ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ

พระอภิธรรมปิฎก

ตอนที่ 1 - 20 จาก 667หน้า 1 / 34

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๖

พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่

ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ

[1]
พระอภิธรรมปิฎก
เล่ม ๓
ธาตุ-ปุคคลบัญญัติปกรณ์
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มาติกา
๑. นยมาติกา ๑๔ นัย

๑. สงฺคโห อสงฺคโห การสงเคราะห์ได้ การสงเคราะห์ไม่ได้

๒. สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมที่

สงเคราะห์ได้

๓. อสงฺคหิเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้ด้วยธรรมที่

สงเคราะห์ไม่ได้

๔. สงฺคหิเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้ด้วยธรรมที่

สงเคราะห์ได้

๕. อสงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมที่

สงเคราะห์ไม่ได้

๖. สมฺปโยโค วิปฺปโยโค การประกอบได้ การประกอบไม่ได้

๗. สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมที่

ประกอบได้

๘. วิปฺปยุตเตน สมฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้ด้วยธรรมที่ประกอบ

ไม่ได้

๙. สมฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้ด้วยธรรมที่ประกอบ

ได้

๑๐. วิปฺปยุตเตน วิปฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมที่

ประกอบไม่ได้

๑๑. สงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้ ธรรมที่ประกอบ

วิปฺปยุตฺตํ ไม่ได้ ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ได้

๑๒. สมฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้ ธรรมที่สงเคราะห์

อสงฺคหิตํ ไม่ได้ ด้วยธรรมที่ประกอบได้

๑๓. อสงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้ ธรรมที่

วิปฺปยุตฺตํ ประกอบไม่ได้ ด้วยธรรมที่สงเคราะห์

ไม่ได้

๑๔. วิปฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้ ธรรมที่สงเคราะห์

อสงฺคหิตํ ไม่ได้ ด้วยธรรมที่ประกอบไม่ได้

๒. อัพภันตรมาติกา ๑๒๕ บท

๑. ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ ๕

๒. ทฺวาทสายตนานิ อายตนะ ๑๒

๓. อฏฺฐารส ธาตุโย ธาตุ ๑๘

๔. จตฺตาริ สจฺจานิ สัจจะ ๔

๕. พาวีสตินฺทฺริยานิ อินทรีย์ ๒๒

๖. ปฏิจฺจสมุปฺปาโท ปฏิจจสมุปบาท

๗. จตฺตาโร สติปฏฺฐานา สติปัฏฐาน ๔

๘. จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา สัมมัปปธาน ๔

๙. จตฺตาโร อิทฺธิปาทา อิทธิบาท ๔

๑๐. จตฺตาริ ฌานานิ ฌาน ๔

๑๑. จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย อัปปมัญญา ๔

๑๒. ปญฺจินฺทฺริยานิ อินทรีย์ ๕

๑๓. ปญฺจ พลานิ พละ ๕

๑๔. สตฺต โพชฺฌงฺคา โพชฌงค์ ๗

๑๕. อริโย อฏฐงฺคิโค มคฺโค อริยมรรคมีองค์ ๘

๑๖. ผสฺโส ผัสสะ

๑๗. เวทนา เวทนา

๑๘. สญฺญา สัญญา

๑๙. เจตนา เจตนา

๒๐. จิตฺตํ จิต

๒๑. อธิโมกฺโข อธิโมกข์

๒๒. มนสิกาโร มนสิการ

๓. นยมุขมาติกา ๔ นัย

๑. ตีหิ สงฺคโห การสงเคราะห์ได้ด้วยธรรม ๓

๒. ตีหิ อสงฺคโห การสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรม ๓

๓. จตูหิ สมฺปโยโค การประกอบได้ด้วยธรรม ๔

๔. จตูหิ วิปฺปโยโค การประกอบไม่ได้ด้วยธรรม ๔

๔. ลักขณมาติกา ๒ ลักษณะ

๑. สภาโค ธรรมที่มีส่วนเสมอกัน

๒. วิสภาโค ธรรมที่มีส่วนไม่เสมอกัน

[1]
สรุปข้อธรรมดังกล่าวมาแล้ว
วิปปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตปทนิทเทส จบ
ธาตุกถาปกรณ์ จบบริบูรณ์
อุทเทสวาร

บัญญัติ ๖ คือ

๑. ขันธบัญญัติ

๒. อายตนบัญญัติ

๓. ธาตุบัญญัติ

๔. สัจจบัญญัติ

๕. อินทริยบัญญัติ

๖. ปุคคลบัญญัติ

[2]
๒. อัพภันตรมาติกา ๑๒๕ บท
๓. นยมุขมาติกา ๔ นัย
๔. ลักขณมาติกา ๒ ลักษณะ
๕. พาหิรมาติกา
ธรรมสังคณีปกรณ์ แม้ทั้งหมด เป็นมาติกาแห่งธาตุกถาปกรณ์ แล
มาติกา จบ
๑. สังคหาสังคหปทนิทเทส

รูปขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร? รูปขันธ์

สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๑. สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย ขันธ์

อายตนะ ธาตุเท่าไร? สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย ขันธ์ ๔ อายตนะ ๑

ธาตุ ๗

[2]
๑. ขันธบัญญัติ

การบัญญัติธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันว่า ขันธ์ มีเท่าไร ธรรมที่เป็น

หมวดหมู่กันมี ๕ คือ

๑. รูปขันธ์

๒. เวทนาขันธ์

๓. สัญญาขันธ์

๔. สังขารขันธ์

๕. วิญญาณขันธ์

การบัญญัติธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันว่า ขันธ์ ก็มี ๕ ตามจำนวนหมวด

ธรรมเหล่านี้

[3]

เวทนาขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?

เวทนาขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑. สงเคราะห์ไม่ได้

ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

[3]
๒. อายตนบัญญัติ

การบัญญัติธรรมอันเป็นบ่อเกิดว่า อายตนะ มีเท่าไร ธรรมอันเป็น

บ่อเกิดมี ๑๒ คือ

๑. จักขวายตนะ

๒. รูปายตนะ

๓. โสตายตนะ

๔. สัททายตนะ

๕. ฆานายตนะ

๖. คันธายตนะ

๗. ชิวหายตนะ

๘. รสายตนะ

๙. กายายตนะ

๑๐. โผฏฐัพพายตนะ

๑๑. มนายตนะ

๑๒. ธัมมายตนะ

การบัญญัติธรรมที่เป็นบ่อเกิดว่า อายตนะ ก็มี ๑๒ ตามจำนวนธรรม

เหล่านี้

[4]

สัญญาขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?

สัญญาขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑. สงเคราะห์ไม่ได้

ด้วย ขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

[4]
๓. ธาตุบัญญัติ

การบัญญัติธรรมที่ทรงตัวอยู่ว่า ธาตุ มีเท่าไร ธรรมที่ทรงตัวอยู่มี

๑๘ คือ

๑. จักขุธาตุ

๒. รูปธาตุ

๓. จักขุวิญญาณธาตุ

๔. โสตธาตุ

๕. สัททธาตุ

๖. โสตวิญญาณธาตุ

๗. ฆานธาตุ

๘. คันธธาตุ

๙. ฆานวิญญาณธาตุ

๑๐. ชิวหาธาตุ

๑๑. รสธาตุ

๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ

๑๓. กายธาตุ

๑๔. โผฏฐัพพธาตุ

๑๕. กายวิญญาณธาตุ

๑๖. มโนธาตุ

๑๗. ธัมมธาตุ

๑๘. มโนวิญญาณธาตุ

การบัญญัติธรรมที่ทรงตัวอยู่ว่า ธาตุ ก็มี ๑๘ ตามจำนวนธรรมเหล่านี้

[5]

สังขารขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?

สังขารขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑. สงเคราะห์ไม่ได้

ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร? สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑

ธาตุ ๑๗

[5]
๔. สัจจบัญญัติ

การบัญญัติธรรมที่เป็นของจริงว่า สัจจะ มีเท่าไร ธรรมที่เป็น

ของจริง มี ๔ คือ

๑. ทุกขสัจจะ

๒. สมุทยสัจจะ

๓. นิโรธสัจจะ

๔. มัคคสัจจะ

การบัญญัติธรรมที่เป็นของจริงว่า สัจจะ ก็มี ๔ ตามจำนวนธรรมเหล่านี้

[6]

วิญญาณขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?

วิญญาณขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗. สงเคราะห์ไม่ได้

ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร? สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑

ธาตุ ๑๑

[6]
๕. อินทริยบัญญัติ

การบัญญัติธรรมที่เป็นใหญ่ว่า อินทรีย์ มีเท่าไร ธรรมที่เป็นใหญ่

มี ๒๒ คือ

๑. จักขุนทรีย์

๒. โสตินทรีย์

๓. ฆานินทรีย์

๔. ชิวหินทรีย์

๕. กายินทรีย์

๖. มนินทรีย์

๗. อิตถินทรีย์

๘. ปุริสินทรีย์

๙. ชีวิตินทรีย์

๑๐. สุขินทรีย์

๑๑. ทุกขินทรีย์

๑๒. โสมนัสสินทรีย์

๑๓. โทมนัสสินทรีย์

๑๔. อุเปกขินทรีย์

๑๕. สัทธินทรีย์

๑๖. วิริยินทรีย์

๑๗. สตินทรีย์

๑๘. สมาธินทรีย์

๑๙. ปัญญินทรีย์

๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์

๒๑. อัญญินทรีย์

๒๒. อัญญาตาวินทรีย์

การบัญญัติธรรมที่เป็นใหญ่ว่า อินทรีย์ ก็มี ๒๒ ตามจำนวนธรรมเหล่านี้

๖. บุคคลบัญญัติ

การบัญญัติจำพวกบุคคลของบุคคลทั้งหลาย มีเท่าไร

[7]

รูปขันธ์และเวทนาขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ

เท่าไร? รูปขันธ์และเวทนาขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วย ขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑

ธาตุ ๑๑. สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร? สงเคราะห์

ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

[7]
๖. บุคคลบัญญัติ
เอกกมาติกา
(บุคคล ๑ จำพวก)

บุคคลผู้พ้นแล้วในสมัย

บุคคลผู้ที่มิใช่พ้นแล้วในสมัย

บุคคลผู้มีธรรมกำเริบ

บุคคลผู้มีธรรมไม่กำเริบ

บุคคลผู้มีธรรมอันเสื่อม

บุคคลผู้มีธรรมอันไม่เสื่อม

บุคคลผู้ควรโดยเจตนา

บุคคลผู้ควรโดยตามรักษา

บุคคลผู้ที่เป็นปุถุชน

โคตรภูบุคคล

บุคคลผู้งดเว้นเพราะกลัว

บุคคลมิใช่ผู้งดเว้นเพราะกลัว

บุคคลผู้ควรแก่การบรรลุมรรคผล

บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผล

บุคคลผู้เที่ยงแล้ว

บุคคลผู้ไม่เที่ยง

บุคคลผู้ปฏิบัติ

บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล

บุคคลผู้ชื่อว่า สมสีสี

บุคคลผู้ชื่อว่า ฐิตกัปปี

บุคคลผู้เป็นอริยะ

บุคคลผู้ไม่เป็นอริยะ

บุคคลผู้เป็นเสกขะ

บุคคลผู้เป็นอเสกขะ

บุคคลผู้เป็นเสกขะก็มิใช่ ผู้เป็นอเสกขะก็มิใช่

บุคคลผู้มีวิชชา ๓

บุคคลผู้มีอภิญญา ๖

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระปัจเจกพุทธเจ้า

บุคคลผู้ชื่อว่า อุภโตภาควิมุต

บุคคลผู้ชื่อว่า ปัญญาวิมุต

บุคคลผู้ชื่อว่า กายสักขี

บุคคลผู้ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ

บุคคลผู้ชื่อว่า สัทธาวิมุต

บุคคลผู้ชื่อว่า ธัมมานุสารี

บุคคลผู้ชื่อว่า สัทธานุสารี

บุคคลผู้ชื่อว่า สัตตักขัตตุปรมะ

บุคคลผู้ชื่อว่า โกลังโกละ

บุคคลผู้ชื่อว่า เอกพีชี

บุคคลผู้ชื่อว่า สกทาคามี

บุคคลผู้ชื่อว่า อนาคามี

บุคคลผู้ชื่อว่า อันตราปรินิพพายี

บุคคลผู้ชื่อว่า อุปหัจจปรินิพพายี

บุคคลผู้ชื่อว่า อสังขารปรินิพพายี

บุคคลผู้ชื่อว่า สสังขารปรินิพพายี

บุคคลผู้ชื่อว่า อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

บุคคลผู้ชื่อว่า โสดาบัน

บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

บุคคลผู้ชื่อว่า สกทาคามี

บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล

บุคคลผู้ชื่อว่า อนาคามี

บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล

บุคคลผู้ชื่อว่า อรหันต์

บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล

[8]

รูปขันธ์และสัญญาขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑

ธาตุ ๑๑. สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร? สงเคราะห์

ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

[8]
เอกกมาติกา จบ
ทุกมาติกา

บุคคล ๒ จำพวก

บุคคลผู้มักโกรธ

บุคคลผู้ผูกโกรธ

บุคคลผู้ลบหลู่บุญคุณของผู้อื่น

บุคคลผู้ตีเสมอผู้อื่น

บุคคลผู้มีความริษยา

บุคคลผู้มีความตระหนี่

บุคคลผู้โอ้อวด

บุคคลผู้มีมารยา

บุคคลผู้ไม่มีหิริ

บุคคลผู้ไม่มีโอตตัปปะ

บุคคลผู้ว่ายาก

บุคคลผู้มีมิตรชั่ว

บุคคลผู้มีทวารอันไม่คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

บุคคลผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

บุคคลผู้มีสติหลง

บุคคลผู้ไม่มีสัมปชัญญะ

บุคคลผู้มีศีลวิบัติ

บุคคลผู้มีทิฐิวิบัติ

บุคคลผู้มีสัญโญชน์ในภายใน

บุคคลผู้มีสัญโญชน์ในภายนอก

บุคคลผู้ไม่มักโกรธ

บุคคลผู้ไม่ผูกโกรธ

บุคคลผู้ไม่ลบหลู่บุญคุณของผู้อื่น

บุคคลผู้ไม่ตีเสมอผู้อื่น

บุคคลผู้ไม่มีความริษยา

บุคคลผู้ไม่มีความตระหนี่

บุคคลผู้ไม่โอ้อวด

บุคคลผู้ไม่มีมารยา

บุคคลผู้มีหิริ

บุคคลผู้มีโอตตัปปะ

บุคคลผู้ว่าง่าย

บุคคลผู้มีมิตรดี

บุคคลผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

บุคคลผู้รู้ประมาณในโภชนะ

บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น

บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ

บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ

บุคคล ๒ จำพวกที่หาได้ยากในโลก

บุคคล ๒ จำพวกที่ให้อิ่มได้ยาก

บุคคล ๒ จำพวกที่ให้อิ่มได้ง่าย

อาสวะย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก

อาสวะย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก

บุคคลผู้มีอัธยาศัยเลว

บุคคลผู้มีอัธยาศัยประณีต

บุคคลผู้อิ่มแล้ว

บุคคลผู้ให้คนอื่นอิ่ม

[9]

รูปขันธ์และสังขารขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑

ธาตุ ๑๑ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร? สงเคราะห์ไม่ได้

ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

[9]
ทุกมาติกา จบ
ติกมาติกา

บุคคล ๓ จำพวก

บุคคลผู้ไม่มีความหวัง

บุคคลผู้มีความหวัง

บุคคลผู้มีความหวังปราศไปแล้ว

บุคคลเปรียบด้วยคนไข้ ๓ จำพวก

บุคคลผู้ชื่อว่า กายสักขี

บุคคลผู้ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ

บุคคลผู้ชื่อว่า สัทธาวิมุต

บุคคลผู้มีวาจาเหมือนคูถ

บุคคลผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้

บุคคลผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง

บุคคลผู้มีจิตเหมือนแผลเรื้อรัง

บุคคลผู้มีจิตเหมือนฟ้าแลบ

บุคคลผู้มีจิตเหมือนฟ้าผ่า

บุคคลผู้บอด

บุคคลผู้มีตาข้างเดียว

บุคคลผู้มีตาสองข้าง

บุคคลผู้มีปัญญาดังหม้อคว่ำ

บุคคลผู้มีปัญญาดังหน้าตัก

บุคคลผู้มีปัญญามาก

บุคคลบางจำพวกยังไม่สิ้นทั้งกามราคะและภวราคะ

บุคคลบางจำพวกสิ้นกามราคะแล้วแต่ภวราคะยังมีอยู่

บุคคลบางจำพวกสิ้นหมดแล้วทั้งกามราคะและภวราคะ

บุคคลเสมือนรอยขีดในหิน

บุคคลเสมือนรอยขีดในแผ่นดิน

บุคคลเสมือนรอยขีดในน้ำ

บุคคลเปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวก

บุคคลเปรียบด้วยผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวก

บุคคลที่ประมาณได้ง่าย

บุคคลที่ประมาณได้ยาก

บุคคลที่ประมาณไม่ได้

บุคคลบางคนไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้

บุคคลบางคนควรสมาคม ควรคบ ควรเข้าใกล้

บุคคลบางคนควรสักการะเคารพแล้ว จึงสมาคมจึงคบ จึงเข้าใกล้

บุคคลบางคนควรเกลียด ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้

บุคคลบางคนควรเฉยๆ เสีย ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควร

เข้าใกล้

บุคคลบางคนควรสมาคม ควรคบ ควรเข้าใกล้

บุคคลบางคนมีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีล มีปกติทำพอประมาณใน

สมาธิ มีปกติทำพอประมาณในปัญญา

บุคคลบางคนมีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีลด้วย มีปกติทำให้บริบูรณ์

ในสมาธิด้วย มีปกติทำพอประมาณในปัญญา

บุคคลบางคนมีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีลด้วย มีปกติทำให้บริบูรณ์

ในสมาธิด้วย มีปกติทำให้บริบูรณ์ในปัญญาด้วย

ศาสดา ๓ ประเภท

ศาสดา ๓ ประเภท แม้อื่นอีก

[10]

รูปขันธ์และวิญญาณขันธ์ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๒

อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?

สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๓ ไม่มีอายตนะ ธาตุอะไรๆ ที่สงเคราะห์ไม่ได้

[10]
ติกมาติกา จบ
จตุกกมาติกา

บุคคล ๔ จำพวก

คนที่เป็นอสัตบุรุษ

คนที่เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ

คนที่เป็นสัตบุรุษ

คนที่เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ

คนลามก

คนลามกยิ่งกว่าคนลามก

คนดี

คนดียิ่งกว่าคนดี

คนมีธรรมลามก

คนมีธรรมลามกยิ่งกว่าคนมีธรรมลามก

คนมีธรรมงาม

คนมีธรรมงามยิ่งกว่าคนมีธรรมงาม

คนมีที่ติ

คนมีที่ติมาก

คนมีที่ติน้อย

คนไม่มีที่ติ

บุคคลผู้เป็นอุคฆฏิตัญญู

บุคคลผู้เป็นวิปัญจิตัญญู

บุคคลผู้เป็นเนยยะ

บุคคลผู้เป็นปทปรมะ

บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว

บุคคลผู้โต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง

บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว

บุคคลผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว

บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ ประเภท

บุคคลผู้เปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก

บุคคลผู้เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก

บุคคลผู้เปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวก

บุคคลผู้เปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวก

บุคคลผู้เปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวก

บุคคลผู้เปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก

บุคคลผู้เปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก

บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่

ไม่ควรสรรเสริญ

บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควร

สรรเสริญ

บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว มีความเลื่อมใส

ในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส

บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะ

ที่ควรเลื่อมใส

บุคคลบางคนใคร่ครวญ ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน

บุคคลบางคนใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่ควร

สรรเสริญ

บุคคลบางคนใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควร

เลื่อมใส

บุคคลบางคนใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว เลื่อมใสในฐานะที่ควร

เลื่อมใส

บุคคลบางคนพูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล แต่

ไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาล

บุคคลบางคนพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาล

แต่ไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล

บุคคลบางคนพูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล และ

พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาล

บุคคลบางคนไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล และ

ไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาล

บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผล

แห่งบุญ

บุคคลดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความ

หมั่น

บุคคลดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่นด้วย ดำรงชีพอยู่ด้วยผล

แห่งบุญด้วย

บุคคลผู้มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น ทั้งมิใช่ดำรงชีพอยู่

ด้วยผลแห่งบุญด้วย

บุคคลผู้มีความมืดมามืดไป

บุคคลผู้มีความมืดมาสว่างไป

บุคคลผู้สว่างมามืดไป

บุคคลผู้สว่างมาสว่างไป

บุคคลผู้ต่ำมาแล้วต่ำไป

บุคคลผู้ต่ำมาแล้วสูงไป

บุคคลผู้สูงมาแล้วต่ำไป

บุคคลผู้สูงมาแล้วสูงไป

บุคคลผู้เปรียบด้วยต้นไม้ ๔ อย่าง

บุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณเลื่อมใสในรูป

บุคคลผู้ถือเสียงเป็นประมาณเลื่อมใสในเสียง

บุคคลผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณเลื่อมใสในความเศร้าหมอง

บุคคลผู้ถือธรรมเป็นประมาณเลื่อมใสในธรรม

บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น

บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน

บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย ปฏิบัติเพื่อประโยชน์

คนอื่นด้วย

บุคคลบางคนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์

คนอื่น

บุคคลบางคนทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้

เดือดร้อน

บุคคลบางคนทำคนอื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่น

ให้เดือดร้อน

บุคคลบางคนทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้

เดือดร้อนด้วย ทำคนอื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้เดือด

ร้อนด้วย

บุคคลบางคนไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตน

ให้เดือดร้อน ไม่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน ไม่ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้

เดือดร้อน บุคคลนั้นไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้หมด

หิว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้เย็นแล้ว เสวยความสุขมีตนอันประเสริฐ สำเร็จ

อิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรมเทียว

บุคคลมีราคะ

บุคคลมีโทสะ

บุคคลมีโมหะ

บุคคลมีมานะ

บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ปัญญาเห็นแจ้งใน

ธรรม กล่าวคืออธิปัญญา

บุคคลบางคนได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรมคืออธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโต-

*สมถะในภายใน

บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายในด้วย ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม

คืออธิปัญญาด้วย

บุคคลบางคนไม่ได้เจโตสมถะในภายในด้วย ไม่ได้ปัญญาเห็นแจ้งใน

ธรรม คืออธิปัญญาด้วย

บุคคลผู้ไปตามกระแส

บุคคลผู้ไปทวนกระแส

บุคคลผู้ตั้งตัวได้แล้ว

บุคคลผู้ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก เป็นพราหมณ์

บุคคลผู้มีสุตะน้อย และไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ

บุคคลผู้มีสุตะน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ

บุคคลมีสุตะมาก แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ

บุคคลมีสุตะมาก และได้ประโยชน์เพราะสุตะ

สมณะไม่หวั่นไหว

สมณะดังบัวหลวง

สมณะดังบัวขาว

สมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ

ไปหน้า:/ 34

สนทนาเกี่ยวกับเล่มที่ 36

ตั้งกระทู้ถาม →

ยังไม่มีกระทู้ที่อ้างถึงเนื้อหานี้